Review

พ่อมดแห่งราชสำนัก

posted on 21 Dec 2006 21:08 by ellebazi  in Review

สืบเนื่องกิจกรรมจาก blog Fictionhut นี้ เลยเก็บฝากไว้ในนี้ด้วย

=========================================

Review By Izabelle


พ่อมดแห่งราชสำนัก
ผู้เขียน : วัสส์
สำนักพิมพ์ : สถาพรบุ๊คส์
ราคาปก : ฿160-

=========================================

วาลาน ได้ฉายาว่า 'พ่อมดแห่งราชสำนัก'
ผู้เนรมิตได้ทุกสิ่งและเยือกเย็นได้กับทุกสถานการณ์

...จนกระทั่งเจ้าชายราชทายาทตัวแสบออกจากแคว้นไป
และทิ้งเขาไว้ให้รับคำสั่งของนักบวชสูงสุดสาว
...จนกระทั่งเกิดพายุลึกลับนอกฤดูมรสุม
สร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับเมืองท่าสำคัญของสเลค
...จนกระทั่งมีมนตราอันตรายจากต่างแคว้นเข้ามาเกี่ยวข้อง

เขาจึงได้พบว่าการรักษาความเยือกเย็นไม่ง่าย
และการรักษาความลับที่ปกปิดมานานเอาไว้นั่น...ยากยิ่งกว่า...

=========================================

นวนิยายแนวแฟนตาซีที่ไม่เน้นฉากการร่ายเวทย์โยนใส่กัน ไปเน้นในส่วนการดำเนินเนื้อเรื่องและความสัมพันธ์ของตัวละคร
ด้วยความว่าเคยอ่านผลงานของ วัสส์มาแล้วสองเล่ม คือ แซซเล่ม 1 กับ 2 พอมาเล่มนี้ดูเหมือนจะเป็นความต่อเนื่องกับตัวละครในซีรี่ย์แซซ เลยซื้อติดมือมาด้วยอีกเล่ม

ข้อดีอย่างนึงของหนังสือสามเล่มนี้คือ จะอ่านเล่มไหนก่อนก็ได้ เพราะเนื้อเรื่องและฉากหลักๆของเรื่องแบ่งแยกกันชัดเจน แทบไม่เกี่ยวข้องกัน


เนื้อเรื่องคร่าวๆ
แซซเล่มแรกนั่น ตัวละครหลักคือแซซ ดำเนินเนื้อเรื่องในส่วนของตัวเอง ที่หนีออกจากบ้าน ทำตามใจอยาก ท่องไปเรื่อยๆจนไปยุ่งเกี่ยวเรื่องการเมืองแห่งนึง แต่คนรักอิสระอย่างแซซกลับยอมช่วยแก้ปัญหาให้ เขามีจุดประสงค์อะไร?

แซซเล่มสอง ตัวละครหลักคือไซเนสตรา พี่สาวฝาแฝดของแซซ และเจ้าชายแดริลแห่งสเลค เนื้อเรื่องเริ่มขึ้นก่อนเล่มแรก ครึ่งแรกเมื่อแม่มด(ฝึกหัด)จอมซุ่มซามไซเนสตราใช้เวทย์ย้ายที่ผิด ส่งตัวเองไปยังอาณาจักรสเลค แล้วหาทางกลับไม่ได้ เรื่องราวยุ่งๆระหว่างไซเนสตราและแดริลจึงเกิดขึ้น
และครึ่งหลังเมื่อเวลาล่วงเลยไป 5 ปี แดริลทิ้งอาณาจักรตัวเองไว้เบื้องหลังออกเดินทางสู่คาไลน์ ดินแดนแห่งผู้ใช้มนตรา เพื่อตามหาไซเนสตรา แดริลผู้มาแต่ตัวและหัวใจ จะเอาชนะคู่แข่งเรื่องหัวใจและชนะใจไซเนสตราได้รึไม่? และครั้งนี้เจ้าแซซตัวดีก็ไม่วายออกมาป่วนเป็นระยะๆ ^^

มาถึงเล่มนี้ พ่อมดแห่งราชสำนัก ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นวาลาน คนสนิทส่วนตัวของแดริลที่ถูกทอดทิ้งไว้ที่สเลคนั้นเอง กับเซรินน์นายหญิงคนใหม่ที่วาลานจำใจต้องติดตาม เหตุการณ์ในบ้านเมืองช่วงนั้นเกิดวาตภัยที่เมืองท่า ทำให้ทั้งสองต้องไปตรวจสอบ และก็พบสาเหตุเกิดจากการแทรกแซงด้วยมนตราจากต่างแดน
หลักฐานการกระทำผิดเกือบทุกอย่างชี้ตรงไปตระกูลของวาลาน แล้วเซรินน์จะเชื่อใจเจ้าพ่อมดแห่งราชสำนักคนนี้ได้อย่างไร?


แนวการดำเนินเนื้อเรื่อง
โดยรวมของเรื่องนี้ จะเริ่มด้วยการสร้างฉาก สิ่งแวดล้อม และปูนพื้นเกี่ยวกับตัวละครในขั้นต้น หลังจากนั้นก็ค่อยๆใส่รายละเอียดในแต่ละบทอย่างค่อยเป็นค่อยไป

อย่างในช่วงแรกเป็นการเริ่มของคนที่ยังไม่ไว้ใจกัน

เซรินน์ผู้ถือครองตำแหน่งนักบวชสูงสุดผู้มีความสามารถอ่านใจคนได้ ตามสายเลือดของผู้ศักดิ์สิทธิ์ กลับไม่สามารถอ่านใจคนธรรมดาไร้มนตราอย่างวาลานได้
หากเป็นปกติ เซรินน์คงสามารถชี้ชัดไปได้เลยว่า คนๆไหนสามารถวางใจได้เพราะความสามารถนี้ แต่กับวาลานเธอไม่อาจตัดสินใจได้ ยิ่งเรื่องผ่านไปนานเท่าไร วาลานเองก็ทำตัวไม่น่าไว้ใจมากขึ้นเรื่อยๆ แถมหากเรื่องที่เธอคิดเป็นจริง หมายความว่าวาลานคิดร้ายต่อราชอาณาจักร แต่วาลานเองก็ฉลาดมากจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน และไร้หลักฐานชี้ชัดจึงยังไม่อาจลงมืออะไรลงไปได้ จนกว่าเธอจะหาทางทำให้มันกระจ่าง

จุดนี้น่าสนใจทีเดียว คนนึงๆเคยจำแนกสีได้ทุกสี แต่อยู่มาวันนึงไม่สามารถจำแนกสีๆนึงที่เห็นได้ นั้นหมายความว่าเขาอาจต้องพิจารณาสีๆนั้นด้วยเกณฑ์ที่ต่างจากที่เขาเคยใช้มาเลยตลอดชีวิต
ความยากลำบาก ที่อยู่ในกรอบแคบๆของหัวสมองเนี่ยแหละ เป็นสิ่งยากโดยแท้ ในช่วงแรกสื่อเรื่องนี้ได้ดีเลยละ

ช่วงหลังเมื่อความทุกอย่างชี้ประเด็นลงไปแล้ว ตัวร้ายที่เราเห็นในตอนแรกว่าเป็นสีดำ 100% ผู้เขียนกลับเดินเอากระจกเข้ามาวาง และสะท้อนให้เห็นเงาสีขาวที่ฉาบอยู่บนตัวละครนั้นๆ ส่วนอีกคนที่ส่องแสงสีขาวนุ่มนวลในตอนแรกกลับสะท้อนให้เห็นสีดำซะชิบ

ช่วงนี้เองคือการพลิกบทที่คาดไม่ถึง และวางตำแหน่งของกระจกไว้ได้ดี คือประมาณครึ่งเรื่อง ทำให้หลังจากนั้นเราต้องเหลียวมองอยู่ตลอดว่า เงาที่ว่ามันจะจริงไหมจนกว่าจะจบเล่ม
เป็นวิธีการวางเรื่องที่ไม่เลว

ความสัมพันธ์ของตัวละครที่กว่าจะไปลงเอยได้ก็ตอนจบ แต่ไอ้ความหวานของตอนจบเนี่ยแหละ เลยอ่านแล้วรู้สึกว่ามันเป็นของหวานหลังอาหารที่ดีจริงๆ เหมือนผลไม้เปรี๊ยวค่อยๆบ่มมาเรื่อยๆจนสุกหวานอร่อยแล้วถึงจบเรื่องได้นั้นแหละ ใช้การวางเรื่องที่ไม่ได้เริ่มต้นมาหวานแต่แรก แต่ค่อยๆไปค่อยๆไปจนเชื่อใจกันได้ในที่สุด

บทประทับใจ
** Spoiler **

ฮาร์เซสแบมือออก มองความว่างเปล่าบนนิ้วอีกครั้ง หลักฐานของการทรยศ และ...ไม่ทรยศ...ในขณะเดียวกัน
และแล้วชายหนุ่มก็ค่อยๆ ยิ้ม ขึ้น ...เขายินดี...
แปลก เขาคิดว่าตนเองควรเจ็บแค้นกว่านี้ ควรอาฆาตและไม่ยอมอภัย เขาน่าจะรี่ออกไปจากที่นี่ในวินาทีแรกที่ทำได้ และสั่งสอนว่าไม่มีใครสามารถหักหลังเขา แต่ความสุขของเตคีร์สำคัญกว่า เขายินดีที่จะถูกทรยศ ถ้ามันหมายความว่าญาริลยังมีชีวิตอยู่ และเพื่อนของเขายังมีรอยยิ้ม
น้ำหนักมหาศาลที่ถ่วงอยู่ในใจมาเนิ่นช้าเหมือนจะถูกล้างออกไปกับความคิดนั้น เลือดที่อาบมือเหมือนจะจางลง แม้ไม่หมด และมันคงไม่มีวันหมดก็ตาม
แต่สักวัน... เขาอาจอภัยให้ตัวเองได้ แม้ในชีวิตหลังความตาย เทพเจ้าอาจไม่อภัยให้เขา
ฮาร์เซสหลับตาลงช้าๆ ไม่มีอะไรต้องรีบร้อน เขามีเวลารอถมเถจนกว่าเตคีร์และทุกคนจะออกจากสเลคไป 'โอกาส' เป็นของขวัญครั้งสุดท้ายและอาจจะครั้งเดียวที่เขาจะให้ฝ่ายนั้นได้ แทนที่จะเสื่ยงทำลายทุกอย่างลงด้วยการหลบหนี

ชอบจุดนี้ที่ว่า แม้ถูกทรยศ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ทั้งคู่ต่างมีชีวิตรอด และมีความสุขและมีอิสระเป็นของตัวเอง
เรื่องทีจบโดย Happy Ending เนี่ยละ มันดีกว่าจบแบบ Bad Ending ตั้งเยอะ ไม่มีอะไรค้างคาใจดี ^^

สรุป

เป็นนิยายคอมเมดี้แฟนตาซีแบบเบาๆอ่านเพลินๆ ตัวละครออกจะป่วนๆกวนๆอยู่บ่อยครั้ง ถ้าใครชอบเรื่องแบบนี้อย่าลืมหามาอ่านกันนะ :D

Blog ของวัสส์จ๊ะ


ปล. อ่านหนังสือรอบนี้หลังจากไม่ได้อ่านมานาน รู้สึกความเร็วและสมาธิตกลงมาก
จากที่อ่านได้เรื่อยๆจนเช้า มาคราวนี้อ่านสัก 20 หน้าก็เริ่มง่วงแล้ว แต่ก็ค่อยๆอ่านได้เรื่อยๆ ฟื้นตัวได้นิดหน่อย
แย่ละสิ ถ้าสมาธิไม่ฟื้นแบบนี้เดือนถัดไปเสียเครปแหงๆ -_-"

แถมแย่ยิ่งกว่าเมื่อรู้สึกว่าภาษาเขียนของตัวเริ่มไม่เข้าท่าเสียแล้ว.... แย่ละสิตรู..... = =

ปีเตอร์กับนักจับดาว

posted on 13 Jan 2007 13:12 by ellebazi  in Review

สืบเนื่องจาก  "ถ้าข้าไม่อ่าน ข้าจะเลี้ยงไอศกรีมรอบวง" <DDo~ เลยมาแปะไว้ด้วย

Review By Izabelle



ปีเตอร์กับนักจับดาว
สำนักพิมพ์ แพรว เยาวชน
ผู้เขียน : เดฟ แบรรี่, ริดลีย์ เพียรสัน
ภาพประกอบ : เกร็ก คอลล์
ผู้แปล : ธารพายุ

ปฐมกาลแห่งปีเตอร์แพน ก่อนจะบินได้และไม่มีวันโต

ปีเตอร์แพน เรื่องของเด็กชายผู้บินได้และไม่มีวันโต นิทานอ่านเล่นที่เราๆคงจะพอเคยผ่านหูกันมาบ้างแล้ว และเรื่องก็เกิดขึ้นเมื่อลูกสาวตัวน้อยของผู้เขียนถามว่า "เด็กเหาะได้คนหนึ่งพบโจรสลัดคนหนึ่งได้อย่างไร?" แค่คำถามเล็กๆจากการอ่านหนังสือสักเล่มนึง เกิดมาเป็นหนังสืออีกเล่มนึง ด้วยประการฉะนี้

คงมีหนังสือเขียนเรื่องแบบนี้มาบ้างแล้วมั้ง แต่พอดีเราไม่เคยอ่านแหะ


เรื่องจากปกหลัง

หนูบินได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้นในห้องเก็บสินค้าห้องนั้น
ทำไมพวกเขาต้องจัดยามเฝ้ามัน เพราะเหตุใดมอลลีจึงลงไปอยู่ที่นั่น ดวงตาที่เขามองเห็นในความมืดเป็นของเธอหรือ
ต้องใช่สิ! แต่คนแบบไหนกันที่มีดวงตาเช่นนั้น ตาซึ่งเรืองแสงในความมืด

หนูจะบินได้อย่างไรกัน
คำตอบ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ต้องมีบางสิ่งเกี่ยวข้องกับหีบ หีบใบเดียวกับที่ทำให้กะลาสีประพฤติตนแปลกประหลาดมาแล้วในวันที่เรือออกจากท่า

เราจะต้องรู้ให้ได้ว่าอะไรอยู่ในนั้น

การดำเนินเรื่อง

ตัวละครแบ่งออกเป็นสามกลุ่มเมื่อหลังจากผ่านช่วงต้นไปแล้ว การดำเนินเรื่องจึงสลับกันบทละกลุ่ม ถึงแม้อยากอ่านบทของกลุ่มใดๆต่อเนื่องมันก็ทำไม่ได้ ต้องบังคับตัวเองให้อ่านไปเรื่อยๆไม่ข้ามบท เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศคั่นช่วงเวลาให้ลุ้นและรอคอยได้เป็นอย่างดี

ถ้าทิ้งช่วงเวลาที่ตัดบทดี คนอ่านก็รู้สึกอยากอ่านตอนต่อมากขึ้น แต่พอเอาบทของอีกกลุ่มถัดไปมาลง แถมทิ้งปมไว้อีกนิด สามารถทำให้คนอ่านอยากอ่านต่อไปเรื่อยๆได้

เทคนิคนี้ก็สามารถใช้ในการเขียนฟิคได้เช่นกัน ก็แบบที่เขียนหลายมุมมองหรือเปลี่ยนฉากไปที่อื่นในขณะเวลาเดียวกันนั้นแหละ ถึงแม้ตอนที่เอามาคั่นจังหวะสั้นๆจะแค่หน้ากว่าๆหรือไม่มากนัก แต่ก็เป็นแรงกระตุ้นความอยากอ่านได้เป็นอย่างดี

ถ้าเทียบกับการเขียนแบบมุมมองเดียวแล้ว การเขียนแยกกลุ่มหลายมุมมองเป็นอีกระดับนึงที่ควรศึกษาไว้สำหรับนักเขียน


ตัวละคร

เด็กก็สมเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ก็สมเป็นผู้ใหญ่ เด็กจะเกรียนก็เกรียนสมตัวไม่มีเด็กอัจฉริยะที่อยู่ๆก็รู้แจ้งมาเฉยๆ ทำให้รู้สึกว่าเรื่องมันค่อนข้างมีเหตุมีผลไม่ติดขัดเท่าไร
ในจุดนี้เท่านั่นนะน่ะ ส่วนที่เป็นแฟนตาซีก็ยังคงเป็นแฟนตาซีเหมียนเดิม ~( ^^)~


จุดที่ชอบ

"สุภาพสตรี" แห่งเรือแบล็กสแตช เด็ดมากๆ >.<
แล้วก็ประโยคที่ว่า
ไม่มีใครเข้าใจว่ามันยากแค่ไหน ไอ้การเป็นกัปตันนี่ บรรยากาศในช่วงประโยคนี้แจ๋วชะมัด


จุดที่ไม่ถูกใจ

"ทิงเกอร์เบล" ไม่ได้มีที่มาอย่างเด็ดดวงอย่างที่อยากให้มีเลยแหะ บู่วๆ >,<


ปล. ลองทายสิว่าเล่มต่อไปเราจะอ่านเรื่องอะไร @_@